หัวข้อ
- หน้าที่การทำงาน
- ภาวะขาดเทสโทสเตอโรน
- การตรวจเทสโทสเตอโรน
- การรักษาภาวะพร่องเทสโทสเตอโรน
- ผลข้างเคียงจากเทสโทสเตอโรน
- พฤติกรรมที่ช่วยเพิ่มเทสโทสเตอโรน
เทสโทสเตอโรนมีหน้าที่อย่างไร ?
เทสโทสเตอโรนมีหน้าที่สร้างมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ สร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมการทำงานของสมอง เช่น อารมณ์ทางเพศ ความกระตือรือร้น และความคิด ควบคุมอวัยวะเพศ เช่น การผลิตอสุจิ และการแข็งตัวของอวัยวัเพศ
เทสโทสเตอโรนสร้างมาจากไหน ?
เทสโทสเตอโรนถูกสร้างจากอัณฑะ ซึ่งคนปกติจะมีสองอัน อยู่ด้านข้างอวัยวะเพศชาย
การควบคุมการหลั่งเทสโทสเตอโรนทำร่วมกับสมองส่วนไฮโปทาลามัสและต่อมพิทูอิทารีหรือต่อมใต้สมอง โดยไฮโปทาลามัสจะหลังฮอร์โมน GnRh (gonadotropin releasing hormone) ไปที่ต่อมใต้สมอง และต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมน LH (lutenizing hormone) และ FSH (follicle stimulating hormone) ผ่านกระแสเลือดไปที่ตัวรับฮอร์โมนที่อัณฑะ ระดับเทสโทสเตอโรนจะถูกควบคุมด้วยไฮโปทาลามัส ถ้าระดับเทสโทสเตอโรนมากเกินไปไฮโทาลามัสจะหลั่งฮอร์โมนลดลง แต่ถ้าเทสโทสเตอโรนน้อยเกินไปไฮโทาลามัสจะหลั่งฮอร์โมนมากขึ้น
Hypothalamic-pituitary-gonadal axis

(joshya/shutterstock.com)
ภาวะเทสโทสเตอโรนต่ำเป็นอย่างไร ?
ภาวะเทสโทสเตอโรนต่ำเกิดได้ในคนอายุมาก ซึ่งเป็นการสร้างฮอรโมนเทสโทสเตอโรนได้น้อยลงจากอัณฑะ แต่ะอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่น ความผิดปกติที่ไฮโปทาลามัส หรือต่อมใต้สมอง
อาการของภาวะเทสโทสเตอโรนต่ำนั้นไม่จำเพาะ และอาจไปเหมือนกับอาการของโรคอื่นได้ อาการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ อารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น หงุดหงิดง่าย หรือซึมเศร้า อาการสมาธิสั้น ความคิดช้าลง ความแข็งแรงลดลง มวลกล้ามเนื้อลดลง มวลไขมันเพิ่มขึ้น อวัยวะเพศแข็งตัวลดลง และอารมณ์ทางเพศลดลง
การตรวจภาวะเทสโทสเตอโรนต่ำทำอย่างไร ?
สามารถตรวจได้จากเลือด แนะนำให้ตรวจช่วงเช้าเนื่องจากเทสโทสเตอโรนจะมีการขึ้นลงระหว่างวันได้ โดยจะมีฮอร์โมนหลั่งปริมาณมากในช่วงเช้า
อาหารและน้ำตาลสามารถทำให้การหลั่งเทสโทสสเตอโรนลดลงได้ จึงแนะนำให้อดอาหารก่อนการมาตรวจเลือด เนื่องจากความผกผันของระดับเทสโทสเตอโรน จึงแนะนำให้ตรวจสองครั้งเพื่อความแม่นยำ
Sex hormone binding globulin (SHBG) คืออะไร ?
SHBG คือโปรตีนที่จับกับเทสโทสเตอโรน เทสโทสเตอโรนที่ถูกหลั่งจากอัณฑะส่วนใหญ่จะจับกับโปรตีนคือ SHBG และแอลบูมิน จะมีเทสโทสเตอโรนที่ไม่ได้จับกับโปรตีนเหล่านี้ เรียกว่าฟรีเทสโทสเตอโรน จะมีปริมาณประมาณ 0.5-3% เทสโทสเตอโรนกับกับ SHBG ประมาณ 30-44% และจับกับแอลบูมินประมาณ 54-68% ฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์คือชนิดที่เป็นฟรีเทสโทสเตอโรน และเทสโทสเตอโรนที่จับกับแอลบูมิน ซึ่งเป็นการจับกับอย่างหลวม เทสโทสเตอโรนที่จับกับ SHBG นั้นเป็นแบบแน่นหนาและจะไม่ค่อยออกฤทธิ์ กลไกนี้เราเชื่อว่าเป็นการเก็บสำรองฮอร์โมนไว้ใช้เมื่อร่างกายขาดแคลน

ในคนที่มีภาวะบางอย่างที่อาจจะทำให้ SHBG เปลี่ยนแปลงได้ อาจจะแก้ไขภาวะนั้นก่อน และอาจทำให้เทสโทสเตอโรนกลัยมาปกติได้ ดังตาราง
Decreased SHBG
Diabetes Mellitus
Obesity
Nephrotic syndrome
Glucocorticoid, progestin and androgen
Hypothyroidism, untreated
Acroomegaly
Familial SHBG deficiency
Polymorphism in SHBG gene
Increased SHBG
Aging
Hepatic cirrhosis and hepatitis
Esotrogen
Hyperthyroidism, untreated
Anticonvulsants
HIV disease
Polymorphism in SHBG gene
ระดับเทสโทสเตอโรนที่ผิดปกติคือเท่าไร ?
ค่าที่ผิดปกติของเทสโทสเตอโรนทั้งหมดคือ <300 ng/dL การตรวจเทสโทสเตอโรนควรจะทำร่วมกับประเมินอาการเทสโทสเตอโรนต่ำเป็นหลัก
การตรวจฟรีเทสโทสเตอโรนและ SHBG ยังไม่แนะนำให้ตรวจในผู้ป่วยทุกรายเป็นมาตรฐานเนื่องจากยังไม่มีหลักฐานของการตรวจชัดเจนว่าเป็นประโยชน์ และความยุ่งยากและความคลาดเคลื่อนของการตรวจ อาจตรวจเพิ่มเติมในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะที่มีผลต่อ SHBG หรือในการตรวจเทสโทสเตอโรนทั้งหมดอยู่ในระดับเกือบต่ำ
มีการตรวจเพิ่มเติมอย่างอื่นไหม ?
ในผู้ป่วยที่เทสโทสเตอโรนต่ำ ควรมีการตรวจฮอร์โมนต่อมใต้สมอง LH ร่วมด้วย เนื่องจากถ้า LH ต่ำจะบอกถึงความผิดปกติของต่อมใต้สมอง
ก่อนเริ่มการรักษาด้วยเทสโทสเตอโรน ควรมีการตรวจความเข้มข้นของเลือด (hematocrit) ถ้ามี >50% ควรหยุดการรักษาและหาสาเหตุก่อน
การตรวจค่ามะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA, prostate specific antigen) เพื่อคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก เนื่องจากยังไม่มึข้อมูลชัดเจนในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ป่วยที่ได้รับเทสโทสเตอโรนเพิ่ม
การรักษาเทสโทสเตอโรนต่ำทำอย่างไร ?
การักษาที่นิยมในปัจจบันเป็นการฉีดเข้ากล้าม ได้แก่ testosterone enanthate และ cypionate เป็นแบบออกฤทธิ์สั้น อาจจะฉีด 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ข้อดีคือสามารถปรับโดสได้เร็วถ้ามีผลข้างเคียง แต่มีข้อเสียคือช่วงแรกหลังการฉีดอาจมีระดับยาในเลือดมากอาจทำให้มีอาการผิดปกติได้
แบบฉีดเข้ากล้ามออกฤทธ์ยาวได้แก่ testosterone undecanoate ซึ่งอาจจะฉีดเดือนละครั้ง มีข้อดีคือไม่ต้องฉีดบ่อยครั้ง และระดับยาในเลือดคงที่ แต่อาจจะต้องฉีดยาปริมาณต่อครั้งมาก (3-4 ml)
แบบเจลทาผิวหนัง มีข้อดีคือสามารถปรับโดสยาได้ง่าย สามารถเช็ดออกได้ มีผลข้างเคียงเกี่ยวกับความเข้นข้นของเลือดน้อย แต่มีข้อเสียคืออาจจะส่งยาไปหาผู้หญิงหรือเด็กได้จากการสัมผัส และอาจระคายเคืองผิวได้
แบบฝังใต้ผิวหนัง ข้อดีคือไม่ต้องใช้ยาบ่อย อาจฝังทุก 3-6 เดือน แต่มีข้อเสียคือต้องใช้การผ่าตัดขนาดเล็กในการใส่
แบบกิน มีข้อดีคือสะดวก แต่มีข้อเสียคือเทสโทสเตอโรนจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจากการกินไม่ค่อยดี เนื่องจากถูกขับออกโดยตับ และอาจเกิดพิษต่อตับได้
ข้อควรระวังในการักษาด้วยเทสโทสเตอโรนมีอะไรบ้าง ?
ผู้ป่วยที่ต้องการมีบุตร เนื่องจากการได้รับเทสโทสเตอโรนจากภายนอก จะทำให้การผลิตอสุจิลดลง อาจใช้เวลานาน 1-2 ปีในการที่ปริมาณอสุจิจะกลับมาเท่าเดิม
การมีความเข้มข้นของเลือดมาก (hematocrit >54%) อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือดไปอุดที่เส้นเลือดหัวใจหรือเส้นเลือดสมองได้ ถ้ามีภาวะดังกล่าวอาจพิจารณาลดโดสเทสโทสเตอโรนลง
ผมร่วง ผิวหนังมันและเป็นสิว นอนกรน
การตรวจติดตามหลังได้รับเทสโทสเตอโรนทำอย่างไร?
ผู้ป่วยควรมีการตรวจติดตามระดับเทสโทสเตอโรน 3-6 เดือนหลังได้รับการรักษา และอาจทุก 6-12 ถ้าระดับคงที่แล้ว ควรมีการตรวจความเข้นเข้นของเลือด (hematocrit) และค่ามะเร็งต่อมลูกหมากร่วมด้วย (PSA)
ควรประเมินการหยุดใช้เทสโทสเตอโรน ถ้าหลังจากการได้รับการรักษาแล้ว 3-6 เดือนมีระดับเทสโทสเตอโรนปกติ แต่อาการผิดปกติยังมีอยู่ เนื่องจากอาการผิดปกติดังกล่าวอาจเป็นจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่เทสโทสเตอโรนต่ำ
การเพิ่มเทสโทสเตอโรนโดยไม่ใช้ยาสามารถทำได้อย่างไรบ้าง ?
การกินอาหารควรกินไขมันให้เพียงพอ เนื่องจากคอเลสเตอรอลจะถูกนำไปสร้างเป็นเทสโทสเตอโรน การกินอาหารที่ไขมันต่ำอาจทำให้เทสโทสเตอโรนต่ำได้ ควรกินอาหารให้แคลอรี่เพียงพอกับขนาดร่างกายและกิจกรรมที่ทำประจำวัน เนื่องจากถ้าร่างกายอยู่ในภาวะที่ขาดพลังงานจะทำให้เทสโทสเตอโรนต่ำเช่นกัน และควรกินสังกะสี แมกนีเซียม และวิตามินดีให้เพียงพอ แร่ธาตุเหล่านี้จะช่วยในการสร้างเทสโทสเตอโรนได้
นอกจากอาหารแล้ว เรายังสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถทำได้ ผู้ป่วยที่อ้วนควรลดน้ำหนักให้เป็นปกติ ควรออกกำลังกายโดยใช้แรงต้าน เช่น การยกน้ำหนัก โดยเฉพาะกล้ามเนื้อนัดใหญ่ เช่น ต้นขา หลัง หรืออก และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
References:
Nassar GN, Leslie SW. Physiology, Testosterone. [Updated 2023 Jan 2]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK526128/.
Melmed S, Koenig R, Rosen CJ, Auchus RJ, Goldfine AB. Williams Textbook of Endocrinology, 14th edition. Elsevier; 2019.
Mulhall JP, Trost LW, Brannigan RE, et al. Evaluation and Management of Testosterone Deficiency: AUA Guideline. J Urol. 2018;200(2):423-432. doi:10.1016/j.juro.2018.03.115.
Whittaker J, Wu K. Low-fat diets and testosterone in men: Systematic review and meta-analysis of intervention studies. J Steroid Biochem Mol Biol. 2021;210:105878. doi:10.1016/j.jsbmb.2021.105878
Smith SJ, Teo SYM, Lopresti AL, Heritage B, Fairchild TJ. Examining the effects of calorie restriction on testosterone concentrations in men: a systematic review and meta-analysis. Nutr Rev. 2022;80(5):1222-1236. doi:10.1093/nutrit/nuab072.
Prasad AS, Mantzoros CS, Beck FW, Hess JW, Brewer GJ. Zinc status and serum testosterone levels of healthy adults. Nutrition. 1996;12(5):344-348. doi:10.1016/s0899-9007(96)80058-x.
Smith SJ, Teo SYM, Lopresti AL, Heritage B, Fairchild TJ. Examining the effects of calorie restriction on testosterone concentrations in men: a systematic review and meta-analysis. Nutr Rev. 2022;80(5):1222-1236. doi:10.1093/nutrit/nuab072.
Pilz S, Frisch S, Koertke H, et al. Effect of vitamin D supplementation on testosterone levels in men. Horm Metab Res. 2011;43(3):223-225. doi:10.1055/s-0030-1269854.
Fui MN, Dupuis P, Grossmann M. Lowered testosterone in male obesity: mechanisms, morbidity and management. Asian J Androl. 2014 Mar-Apr;16(2):223-31. doi: 10.4103/1008-682X.122365. PMID: 24407187; PMCID: PMC3955331.
Riachy R, McKinney K, Tuvdendorj DR. Various Factors May Modulate the Effect of Exercise on Testosterone Levels in Men. J Funct Morphol Kinesiol. 2020 Nov 7;5(4):81. doi: 10.3390/jfmk5040081. PMID: 33467296; PMCID: PMC7739287.
Leproult R, Van Cauter E. Effect of 1 week of sleep restriction on testosterone levels in young healthy men. JAMA. 2011 Jun 1;305(21):2173-4. doi: 10.1001/jama.2011.710. PMID: 21632481; PMCID: PMC4445839.

Leave a comment